>> ก้าวย่างสู่อนาคต
ก้าวย่างสู่อนาคต บริษัท ไทยบิวตี้แวร์ จำกัด
      บริษัทได้ก่อตั้งขึ้น เมื่อปี 2521 โดยทุนจดทะเบียนเริ่มต้น 5 แสนบาท เพื่อดำเนินกิจการตัดเย็บเสื้อผ้า ในนามบริษัท ไทยบิวตี้แวร์ จำกัด และเพิ่มทุนอย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต จนปัจจุบันมีทุนจดทะเบียนทั้งสิ้น 36.5 ล้านบาท


การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
       หลังจากวิกฤติเศรษฐกิจในอเมริกาปี 2551 ปัญหาซัพไพร์ม (Subprime Mortgage Loans) บริษัทฯก็ได้รับผลกระทบจากยอดขายอย่างรุนแรงเช่นเดียวกันกลับผู้ผลิตรายอื่นๆ แต่บริษัทสามารถพาตัวเองผ่านพ้นวิกฤติมาได้ ในปีนั้นเอง ทางผู้บริหารบริษัทฯได้ทำโครงการเกษียณก่อนกำหนด เพื่อให้บริษัทฯสามารถบริหารต้นทุนคงที่ได้ และเปิดโอกาสให้พนักงานที่มีความประสงค์ลาออกมีทุนไปตั้งตัว โดยโครงการประสบความสำเร็จสามารถลดจำนวนพนักงานรายเดือนส่วนหนึ่ง ขณะเดียวกันก็พิจารณาลดต้นทุนด้านอื่นๆ เช่น

  1. ด้านพลังงานเชื้อเพลิง เปลี่ยนบอยเลอร์น้ำมันดีเซล เป็นบอยเลอร์แก็สแอลพีจี ต้นทุนลดลง 50%
  2. ด้านอุปกรณ์เครื่องจักร ขายเครื่องจักรที่ไม่ได้ใช้งานและต้องบำรุงรักษาบ่อยเพื่อลดค่าใช้จ่ายบำรุงรักษา
  3. ขอความร่วมมือพนักงานที่เหลือ หยุดงานวันเสาร์เพิ่ม เพื่อให้สอดคล้องกับยอดขายที่ลดลง และประหยัดค่าใช้จ่าย

ในปีเดียวกัน บริษัทฯก็เริ่มทำโครงการ 5 ส เมื่อเดือนเมษายน โดยบริษัทฯจ้าง วิทยากรจากภายนอกมาช่วย โดยมุ่งหวังให้พนักงานที่เหลือช่วยกันลดต้นทุนอย่างจริงจังและต่อเนื่อง 

ผลที่ได้

  1. พนักงานมีความตื่นตัว และเข้าใจปัญหาของบริษัทฯ
  2. และร่วมมือทำโครงการ 5ส เพื่อลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น
  3. บริษัทฯได้รับ มาตรฐานแรงงานไทย มรท ในปีนั้นเอง

ต้นไม้แห่งอนาคต
       ตลอดทศวรรษที่ คุณอัครเดช กรรมการผู้จัดการ ได้นำพาบริษัทไปในแนวทางแห่งการพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพจนเราได้รับการรับรองมาตรฐานจากองค์กรและหน่วยงานต่างๆตลอดจน ให้โอกาสบุคคลากรได้เพิ่มพูนความรู้ทั้งจากภายในและภายนอกองค์กรเพื่อเป็นกำลังสำคัญที่มีคุณภาพ และยังคงมุ่งมั่นวางแผนพัฒนาต่อเนื่องไปอีก 6 ปีข้างหน้า (2015-2020) เพื่อสร้างองค์กรให้แข็งแกร่งดังคำกล่าวต่อไปนี้

เปิดศักราชแห่งการพัฒนา

ตลอดทศวรรษที่ผ่านมานับแต่เกิดปัญหาซัพไพร์มในอเมริกาที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่ออุตสาหกรรมเนื่องนุ่งห่มของไทย บริษัทมองเห็นโอกาสในวิกฤต โดยการริเริ่มโครงการปรับปรุงในทุกๆด้าน

ในปี 2551 โดยความร่วมมือกับมูลนิธิอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทยและคุณอัครเดช กรรมการผู้จัดการ ได้รับเอาโครงการ BEST PRACTICES ที่ทางมูลนิธิฯได้รับงบประมาณจากรัฐ มาช่วยเหลือ SME  คือ โครงการพัฒนาประสิทธิภาพและผลิตภาพด้านการผลิตสำหรับอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย (PPC) Best practices for Productivity Improvement in Production

ผลที่ได้

    1.มีการใช้วิธีคำนวณต้นทุนตามมาตรฐานใหม่ SOP
    2.เริ่มใช้วิธีการวางแผนการผลิตและวิธีควบคุมต้นทุนโดยการเชื่อมโยงข้อมูลการผลิตจริง
    3.จัดทำ Cost sheet และกำหนดราคาขายที่เป็นมาตรฐาน
    4.สร้างระบบขายและการส่งมอบใหม่ที่ลูกค้ายอมรับ
    5.ชนะเลิศการแข่งขันโครงการ Best Practices

ในปี 2553 โดยความร่วมมือกับมูลนิธิอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทยและคุณอัครเดช กรรมการผู้จัดการ ได้รับเอาโครงการ BEST PRACTICES ที่ทางมูลนิธิฯได้รับงบประมาณจากรัฐ มาช่วยเหลือ SME คือ โครงการพัฒนาทักษะหลากหลาย (MSD) Best practices for Multi Skill Development

ผลที่ได้

    1.สามารถปรับกระบวนการผลิตให้เหมาะสม ตามภาวะตลาดที่ลดขนาดการสั่งซื้อลง มีความถี่ในการสั่งซื้อบ่อย
    2.จัดผังทำงานพนักงานเย็บในไลน์ โดยวิธีเบี้ยจูงใจและค่าฝีมือ เพื่อให้คนที่มีทักษะฝีมือสูงทำงานหลากหลายหน้าที่ ส่วนคนที่ทักษะฝีมือต่ำมาฝึกเพิ่มเติมในช่วงนอกเวลางาน โดยมีทีมฝึกอาสาสอนให้
    3.แก้ปัญหาการจัดสมดุลไลน์ผลิต ชดเชยการขาดแคลนแรงงานและปัญหาคอขวดได้มาก

ในปีนี้เอง บริษัทฯได้เปลี่ยนระบบทำความเย็นจากเดิม แบบแอร์บ้าน เป็นระบบ Evaporative ทำให้ยอดใช้ไฟฟ้าลดลงจาก 8 แสนบาท เหลือ 2 แสนบาท ทำให้ได้เงินลงทุนคืนภายใน  2-3 เดือน และลดต้นทุนพลังงาน

ในปี 2554 โดยความร่วมมือกับมูลนิธิอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทยและคุณอัครเดช กรรมการผู้จัดการ ได้รับเอาโครงการ BEST PRACTICES ที่ทางมูลนิธิฯได้รับงบประมาณจากรัฐ มาช่วยเหลือ SME คือ โครงการใช้วัสดุผ้าให้เกิดประโยชน์สูงสุด (MU) Best practices for Material Utilization

ผลที่ได้

    1.สามารถสร้าง consumption Saving System ของแผนกผ้า
    2.สามารถวัดผลและลดต้นทุนผ้าทุกขั้นตอนการผลิต
    3.ออกแบบระบบ CUT PLAN สมัยใหม่ ช่วยการเลือกใช้ผ้าตัดให้สูญเสียน้อยสุด อย่างเป็นระบบ

ในปี 2555 ต่อมาคุณอัครเดช กรรมการผู้จัดการ ได้ขอให้ที่ปรึกษาโครงการ MU ช่วยทำโครงการต่อเนื่อง BEST PRACTICES แม้ว่าทางมูลนิธิฯไม่ได้ให้งบประมาณจากรัฐ มาช่วยเหลือ SME ก็ตาม คือ โครงการใช้วัสดุผ้าให้เกิดประโยชน์สูงสุดขั้นสูง (AMU) Best practices for Advance Material Utilization
ผลที่ได้

    1.เกิดการบูรณาการกระบวนการทำงานให้สอดคล้องกับแนวคิดการจัดการต้นทุนรายแผนกและต้นทุนรวม
    2.สร้างข้อกำหนด consumption Saving System ของทุกแผนกผลิต
    3.สร้างนวตกรรมใหม่ เช่น  Pattern re-engineering , Program automatic mini marker, Standard Cut Plan

และในปี 2556 โดยความร่วมมือกับมูลนิธิอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทยและคุณอัครเดช กรรมการผู้จัดการ ได้รับเอาโครงการ BEST PRACTICES ที่ทางมูลนิธิฯได้รับงบประมาณจากบริษัทโดยตรง คือ โครงการพัฒนาห้องตัวอย่างและผลิตภัณฑ์ต้นแบบ  (SRP) Sample Room & Phototype System Improvement
ผลที่ได้

    1.สามารถสร้างผลิตภัณฑ์ต้นแบบมาตรฐาน สำหรับนำเสนอลูกค้า
    2.สามารถควบคุมต้นทุนตามที่ลูกค้าต้องการและแข่งขันได้
    3.บูรณาการการทำงานของแผนกที่เกี่ยวข้องเพื่อพัฒนาเป็นฝ่ายวิจัยและพัฒนา
    4.เริ่มประชุมเปิดแบบทุกครั้งที่มีออเดอร์ใหม่
    5.สร้างระบบการวิเคราะห์ปัญหาและการสื่อสารที่ถูกต้อง แม้ว่าทีมงานจะมีความแตกต่างทางการศึกษาของฝ่ายขายและฝ่ายผลิต

ต่อมาในปี 2557  โดยความร่วมมือกับกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมและคุณอัครเดช กรรมการผู้จัดการ ได้รับเอาโครงการโดยได้รับงบประมาณจากรัฐ มาช่วยเหลือ SME  คือ  โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต  (PI) Productivity Improvement  ซึ่งเป็นโครงการต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน เช่น
    1.โครงการเพิ่มประสิทธิภาพไลน์เย็บ
        - การรวมไลน์เย็บเพื่อเพิ่มผลผลิต H+I
        - การกำหนดไลน์เย็บเฉพาะสินค้าที่แตกต่าง เช่น เสื้อแจ็คเก็ต C
    2.โครงการทำไลน์เย็บอะไหล่เพื่อป้อนไลน์เย็บ โดยแยกคนเย็บที่ทักษะฝีมือต่ำบางหน้าที่มาตั้งเป็นไลน์ใหม่ ใช้เครื่องจักรอัตโนมัติ ช่วยทำงานป้อนไลน์เย็บ
    3.โครงการ Supermarket สำหรับไลน์เย็บ เพื่อเตรียมวัตถุดิบและอะไหล่ให้พร้อม ไม่ให้งานขาดตอน

ผลที่ได้

    1.การทำงานไหลลื่น
    2.สามารถประมาณยอดผลิตได้แม่นยำ
    3.ทราบปัญหาเบื้องต้นก่อนเริ่มผลิต
    4.จัดวางแรงงานฝีมือสูงทำงานเย็บที่ละเอียดและฝีมือน้อยร่วมกับเครื่องจักรอัตโนมัติทำงานสมดุลกัน ทำให้ ได้งานสวยและปริมาณตามที่ต้องการ

ในปี 2558  โดยความร่วมมือกับกรมพัฒนาฝีมือแรงงานและคุณอัครเดช กรรมการผู้จัดการ ได้รับเอาโครงการโดยได้รับงบประมาณจากรัฐ มาช่วยเหลือ SME คือ โครงการลดการสูญเสีย ในวงจรผลิตและเพิ่มผลิตภาพแรงงาน
และอีกโครงการโดยความร่วมมือกับกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมและคุณอัครเดช กรรมการผู้จัดการ ได้รับเอาโครงการเงินสมทบจ้างที่ปรึกษา โดยได้รับงบประมาณบางส่วนจากรัฐ มาช่วยเหลือ SME  คือ  โครงการการจัดทำระบบคุณภาพมาตรฐาน ISO 9001:2008
ส่วนเรื่องความประหยัดพลังงานเพื่อลดต้นทุน ก็เริ่มปรับเปลี่ยนดังนี้

    1.เปลี่ยนหลอดไฟฟ้า LED ล๊อทแรก 1 พันหลอด
    2.เปลี่ยนมอเตอร์จักรเย็บผ้า จากเดิมที่เป็นระบบโรตารี่ที่จะหมุนอยู่ตลอด มาเป็นระบบ Direct Drive Motor ที่จะหมุนเมื่อเยียบเร่ง ทำให้ลดการใช้ไฟฟ้าลง

ร่วมทั้งการปรับปรุงสวัสดิการให้พนักงานโดยปรับปรุงห้องน้ำใหม่ทั้งโรงงาน ให้ทันสมัย สะอาด มีสุขลักษณะ

ผลที่ได้

  1.ทำให้บริษัทฯมองเห็นจุดรั่วไหลต่างๆ และเร่งปรับปรุง
   2.เกิดการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องตลอดเวลาทุกพื้นที่และทุกแผนก
   3.สร้างคู่มือการทำงานที่เป็นมาตรฐานคุณภาพในทุกหน้าที่
   4.เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทำงานที่เดิมยึดตัวบุคคลหรือตำแหน่ง เป็นยึดตามคู่มือและนโยบาย
   5.ทำให้บริษัทฯมีกำไรสูงสุด และจ่ายโบนัสสูงสุด รวมถึงชำระหนี้เงินยืมผู้ถือหุ้นจนหมด

ในปี2559 บริษัทฯ ได้วางทิศทางพัฒนาโครงการต่างๆ ซึ่งเป็นแผนระยะยาว เพื่อเสริมสร้างศักยภาพทุกด้าน เช่น 
  ด้านการผลิต   - การพัฒนาระบบผลิตอัตโนมัติ ทดแทนแรงงานฝีมือ 
  ด้านคุณภาพ  - โครงการมาตรฐานคุณภาพ ISO 9001:2015 โครงการมาตรฐานสิ่งแวดล้อม ISO 14000 
  ด้านบุคลากร   - โครงการทวิภาคี กับ วิทยาลัยการอาชีพ, มหาวิทยาลัยราชมงคลต่างๆ
                  -  รวมถึงการส่งเสริมการศึกษาแก่พนักงานทุกระดับ ให้ศึกษาต่อโดยบริษัทฯออกค่าเล่าเรียนให้ ต่อเนื่องจากการให้ทุนการศึกษาแก่บุตรที่ผ่านมา 4 ปีแล้ว

  ด้านการบริหาร - การปรับปรุงระบบบัญชีให้เป็นมาตรฐานเดียว รวมถึงการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI – SME และอุตสาหกรรมผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูป ภายใต้เงื่อนไขต่างๆ ซึ่งบริษัทฯได้ดำเนินการไปแล้ว เช่น

  1. การทำทวิภาคี กับสถาบันการศึกษา
  2. การทำวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์
  3. การลงทุนพัฒนาในทุกๆด้าน

ต้นไม้แห่งอนาคต
ตลอดทศวรรษที่ คุณอัครเดช กรรมการผู้จัดการ ได้นำพาบริษัทไปในแนวทางแห่งการพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพจนเราได้รับการรับรองมาตรฐานจากองค์กรและหน่วยงานต่างๆตลอดจน ให้โอกาสบุคคลากรได้เพิ่มพูนความรู้ทั้งจากภายในและภายนอกองค์กรเพื่อเป็นกำลังสำคัญที่มีคุณภาพ และยังคงมุ่งมั่นวางแผนพัฒนาต่อเนื่องไปอีก 6 ปีข้างหน้า (2015-2020) เพื่อสร้างองค์กรให้แข็งแกร่งดังคำกล่าวต่อไปนี้ 

“เราจะเป็นผู้ออกแบบ พัฒนาและผลิตเสื้อผ้าเพื่อจำหน่ายในประเทศและส่งออก - World Class ODM”